พื้นฐานกราฟ: อ่านราคา เวลา และปริมาณยังไง
ถ้าในช่วง Orientation คุณได้เห็นภาพใหญ่ของ ความน่าจะเป็น จิตวิทยา และระบบ แล้ว
ต่อไปคือการดูกราฟจริงและเริ่มอ่านตลาดจากกราฟ
เป้าหมายของส่วนนี้คือ
“เข้าใจภาษาที่กราฟกำลังพูด โดยไม่เข้าใจผิดในเรื่องสำคัญ ๆ”
ตอนนี้ยังไม่ใช่จุดที่ “ใช้แล้วต้องทำกำไรทันที”
แต่คือ “อ่านกราฟให้ได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจกลยุทธ์ในส่วนถัดไปได้ถูกต้อง”
ส่วนนี้จะพูดเรื่องอะไรบ้าง
หมวด /trading/chart-basics ประกอบด้วยหน้าเหล่านี้:
/trading/chart-basics/candles
→ โครงสร้างแท่งเทียน ตัวเทียน ไส้เทียน ราคาเปิด/สูงสุด/ต่ำสุด/ปิด และการอ่านแพทเทิร์นพื้นฐาน/trading/chart-basics/orderbook-tape
→ ความสัมพันธ์ระหว่าง orderbook, tape (time & sales) กับกราฟ และเหตุผลว่าทำไมควรดูคู่กัน/trading/chart-basics/timeframes
→ ความหมายของกรอบเวลา 1m, 5m, 1h, 4h, 1D และแนวคิด Multi–Timeframe/trading/chart-basics/volume
→ ปริมาณการซื้อขายกำลังบอกอะไร และความต่างระหว่าง “แท่งโล่ง ๆ” กับ “แท่งที่มีน้ำหนัก”/trading/chart-basics/s-r
→ หลักพื้นฐานในการลากแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance)/trading/chart-basics/swing-vs-correction
→ มุมมองในการแยกระหว่าง swing หลักกับจังหวะย่อ/เด้งในเทรนด์/trading/patterns
→ ความหมายจริง ๆ ของ golden cross ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และกรอบที่ใช้ประกอบการพิจารณาได้/trading/patterns
→ สัญญาณของ death cross ข้อจำกัด และการใช้เป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยง
หน้านี้จะตั้ง กรอบคิดหลัก ที่เชื่อมทุกหน้าด้านบนเข้าด้วยกันก่อน
ทำไมควรมองกราฟเป็น “ภาษา” ไม่ใช่แค่ “เทคนิค”
หลายคนเริ่มเรียนกราฟด้วยคำถามประมาณว่า:
- “แพทเทิร์นไหนโผล่มาแล้วราคาต้องขึ้นแน่นอน?”
- “อินดิเคเตอร์ไหน Winrate สูงที่สุด?”
แต่จากประสบการณ์ ถ้ามองแค่ “กราฟ = สัญญาณเข้าออก”
พอตลาดเปลี่ยนสภาพเล็กน้อย ความมั่นใจกับระบบจะพังง่ายมาก
Ed Seykota เคยพูดไว้ประมาณว่า
“ตลาดไม่ได้พูดด้วยความหวังหรือความกลัวของคุณ
แต่มันพูดด้วยภาษาของมันเอง”
ดังนั้นเป้าหมายของส่วนพื้นฐานนี้
ไม่ใช่การท่องว่า “แพทเทิร์นนี้ = ขึ้น / แพทเทิร์นนั้น = ลง”
แต่คือเข้าใจว่า
“รูปนี้แปลว่า ก่อนหน้านี้มีการยื้อกันแบบไหนอยู่ข้างหลังแท่งราคา”
แกนหลักสามอย่างของกราฟ: ราคา เวลา และปริมาณ
โดยพื้นฐาน กราฟทุกแบบประกอบจากสามแกนนี้:
- ราคา (Price)
- เวลา / กรอบเวลา (Time / Timeframe)
- ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
ถ้าอ่านสามแกนนี้ได้ดี
อินดิเคเตอร์และแพทเทิร์นส่วนใหญ่จะกลายเป็นแค่ “คำอธิบายเสริม”
ความเชื่อมโยงแบบคร่าว ๆ ระหว่างแต่ละหน้าและสามแกนนี้คือ:
candles→ ราคา + เวลาorderbook-tape→ ราคา + โครงสร้างย่อยของปริมาณและการจับคู่คำสั่งtimeframes→ วิธีแบ่งและมองแกนเวลาvolume→ พลังงานที่อยู่หลังการเคลื่อนไหวของราคาs-r→ โซนราคาที่ตลาดเคยตอบสนองแรงเป็นพิเศษในอดีตswing-vs-correction→ การใช้เวลาและราคาร่วมกันเพื่อแยกเทรนด์หลักกับจังหวะพักตัวgolden-cross/death-cross→ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ คือ “ราคาเฉลี่ยที่เปลี่ยนไปตามเวลา”
ในหน้านี้จะสรุปแต่ละองค์ประกอบเป็น หนึ่งประโยคสำคัญ ก่อน
1. แท่งเทียน: หนึ่งแท่งคือ “สรุปบทสนทนาในช่วงเวลานั้น”
แท่งเทียนหนึ่งแท่งประกอบด้วย สี่ราคา:
- ราคาเปิด (Open)
- ราคาสูงสุด (High)
- ราคาต่ำสุด (Low)
- ราคาปิด (Close)
สี่ราคานี้รวมกันเป็นแท่งเดียว
จากความยาวของตัวเทียนและไส้เทียน เราพอเดาได้ว่า:
- ฝั่งไหนคุมเกมมากกว่า (ฝั่งซื้อ vs ฝั่งขาย)
- การยื้อกันดุแค่ไหน (ความผันผวน)
- จุดไหนถูกกด/รับอย่างชัดเจน
รายละเอียดและตัวอย่างอยู่ใน
/trading/chart-basics/candles
ตอนนี้ให้จำแค่ประโยคเดียวนี้ก่อน
“หนึ่งแท่งเทียน คือสรุปแบบบีบอัดของการยื้อกันในช่วงเวลานั้น ๆ”
2. Orderbook และ tape: “โครงกระดูก” ของกระแสคำสั่งหลังกราฟ
กราฟคือร่องรอยของราคาที่เกิดขึ้นไปแล้ว
สิ่งที่สร้างร่องรอยนั้นคือคำสั่งซื้อขายจริง
และหน้าต่างที่มองคำสั่งเหล่านั้นได้โดยตรงคือ orderbook กับ tape (time & sales)
-
Orderbook
- มีคำสั่งรออยู่ที่แต่ละระดับราคาเท่าไหร่
- สภาพคล่องกองอยู่บริเวณไหน
-
Tape (time & sales)
- ฝั่งไหนกำลังกดคำสั่งแบบ Aggressive มากกว่า
- จังหวะและความเร็วของการจับคู่คำสั่งเปลี่ยนไปยังไง
ถ้าเข้าใจทั้งสองส่วน
คุณจะเริ่มมองเห็นว่า “ทำไมแท่งหนึ่งถึงหยุดอยู่ตรงตำแหน่งนี้พอดี”
ถ้าดูแต่กราฟ หลายจังหวะเหมือน “อยู่ดี ๆ ก็เด้ง/ร่วง”
แต่ถ้าดูร่วมกับ orderbook และ tape เรามักจะ เห็นสัญญาณนำเล็กน้อยมาก่อน
3. กรอบเวลา: ตลาดเดียวกัน แต่เรื่องราวต่างกัน
กราฟ 1 นาที กับกราฟ Day เล่าเรื่อง ตลาดเดียวกัน
แต่ผ่านเลนส์คนละขนาด
- สาย Scalping: ใช้ 1m, 5m, 15m เป็นหลัก
- สาย Swing: ใช้ 4h, 1D เป็นหลัก
- สายถือยาว: ดูเพิ่ม Weekly, Monthly
คนสอนอย่าง CryptoCred มักย้ำว่า
“อย่าติดอยู่แค่กรอบเวลาเดียว
ให้ใช้กรอบใหญ่ดูโครงสร้าง และใช้กรอบเล็กหา Timing เข้าออก”
หลักการ Multi–Timeframe จะอยู่ใน
/trading/chart-basics/timeframes
ในหน้านี้ให้จำไว้แค่ว่า
“เมื่อเปลี่ยนกรอบเวลา เรื่องราวรอบ ๆ ราคาจุดเดียวกันก็เปลี่ยนไปด้วย”
4. ปริมาณ: ตัวชี้วัดว่า “ใครจริงจังแค่ไหน”
ถ้าดูแต่ราคา เราเห็นแค่ว่า
- “ขึ้น” หรือ “ลง”
เมื่อเพิ่มปริมาณเข้าไป เราจะเริ่มถามได้ว่า
-
“มีคนเข้ามาเล่นมากแค่ไหน และลงเงินหนักแค่ไหน?”
-
การเคลื่อนไหวแรง + ปริมาณสูง → การเคลื่อนไหวที่มีคนจำนวนมากเห็นด้วย
-
การเคลื่อนไหวแรง + ปริมาณต่ำ → อาจเป็นตลาดบาง หรือถูกขยับด้วยเงินไม่กี่ก้อนใหญ่
ปริมาณอย่างเดียวอธิบายทุกอย่างไม่ได้
แต่เป็นแกนที่ ต้องดูควบคู่ เมื่อจะตีความว่า
ทำไมราคาถึงเคลื่อนไหวแบบนี้
วิธีอ่านอย่างละเอียดอยู่ใน
/trading/chart-basics/volume
หน้านี้สรุปสั้น ๆ ว่า
“ปริมาณคือ ‘น้ำหนักของผู้เล่น’ ที่อยู่หลังการเคลื่อนไหวของราคา”
5. แนวรับแนวต้าน: ราคาที่ตลาด “จำได้”
แนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) เข้าใจง่ายที่สุดถ้ามองว่า
“โซนราคาที่ในอดีตเคยมีการยื้อกันแรง ๆ”
- คนจำนวนมากเคยตัดสินใจซื้อขายแถว ๆ นี้
- ผลคือราคามักหยุด หมุนตัว หรือพุ่งออกจากโซนนี้อย่างชัดเจน
พอราคากลับมาโซนเดิมอีกครั้ง
- คนที่มีสถานะอยู่แล้ว
- คนที่เคยพลาดโอกาสแถวนี้
- คนที่เคยขาดทุนบริเวณนี้
จะเริ่มตอบสนองพร้อมกัน ทำให้มักเกิด การซื้อขายและการแกว่งตัวรอบใหม่
/trading/chart-basics/s-r
จะอธิบายวิธีลากแนวรับแนวต้านพื้นฐาน
“แนวรับแนวต้านคือร่องรอยของความทรงจำร่วมกัน ที่ถูกวาดทิ้งไว้บนกราฟ”
6. Swing vs Correction: อ่านคลื่นภายในเทรนด์
ถ้ามองเทรนด์แค่ “ขึ้นหรือไม่ก็ลง”
เราจะไม่ชัดว่าควรถือตำแหน่งถึงไหน และควรระวังตรงไหนเป็นพิเศษ
โดยทั่วไปเราจะแบ่ง Price Action ออกเป็น
- Swing (คลื่นหลัก): ช่วงที่เดินไปตามทิศทางเทรนด์หลัก
- Correction (จังหวะพัก/ย่อ): การย่อหรือตีกลับระหว่าง Swing
/trading/chart-basics/swing-vs-correction
จะสรุปเกณฑ์พื้นฐานในการแยกสองอย่างนี้
“ถ้าแยก Swing กับ Correction ได้
เราจะวาง Stop, Take Profit และจุดเพิ่มของได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น”
7. Golden cross และ death cross: ทำความเข้าใจ “สัญญาณหน่วงเวลา”
หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า
golden cross และ death cross
-
Golden cross
- เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเส้นระยะยาวจากด้านล่าง
- มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นเทรนด์ขาขึ้น
-
Death cross
- เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดลงเส้นระยะยาวจากด้านบน
- มักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นเทรนด์ขาลง
แต่เส้นค่าเฉลี่ยคือค่าเฉลี่ยของ “ราคาในอดีต”
จึงเป็นเหมือน สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
สัญญาณจากเส้นค่าเฉลี่ยจึงเป็นสัญญาณที่ หน่วงเวลา (lagging) โดยธรรมชาติ
ใน /trading/patterns และ
/trading/patterns เราจะแยกให้ชัดว่า
- ตรงไหนใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้
- ตรงไหนหากคาดหวังมากไปจะเริ่มอันตราย
ลำดับการเรียนที่แนะนำ
สำหรับหมวด /trading/chart-basics แนะนำให้เรียนตามลำดับนี้:
-
เข้าใจโครงสร้างแท่งเทียนก่อน
/trading/chart-basics/candles
→ อ่านให้ออกว่าแท่งเดียวกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง
-
ตั้งต้นกรอบเวลาและโครงสร้างภาพรวม
/trading/chart-basics/timeframes/trading/chart-basics/swing-vs-correction
→ ตัดสินใจว่า “จะมองตลาดด้วยไม้บรรทัดแบบไหน”
-
เพิ่มมิติด้วยปริมาณและแนวรับแนวต้าน
-
ดูโครงสร้างย่อยผ่าน orderbook และ tape
-
จัดตำแหน่งสัญญาณจากเส้นค่าเฉลี่ยให้ถูกบริบท
พอเรียนตามลำดับนี้แล้ว
เวลาไปต่อในส่วนกลยุทธ์และระบบ
จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า “ทำไมโซนราคานี้ถึงสำคัญ”
สรุป: “เรียนภาษาให้คล่อง ก่อนจะเริ่มเขียนเรื่องของตัวเอง”
สรุปส่วนนี้ได้สั้น ๆ ว่า
- พื้นฐานกราฟคือ “ตัวอักษรของภาษาตลาด”
- เมื่ออ่านตัวอักษรพวกนี้ได้
- แพทเทิร์นจะชัดขึ้น
- เหตุผลเบื้องหลังกลยุทธ์จะเข้าใจง่ายขึ้น
- และเวลาสร้างระบบของตัวเองก็ตรวจสอบตัวเองได้ดีขึ้น
เพราะเหตุนี้ ในหลักสูตรของ BCWhale
เราจึงแนะนำให้ปูพื้นเรื่องกราฟให้แน่น
ก่อนจะกระโดดไปเล่นกลยุทธ์ที่ซับซ้อน
ในหน้าถัดไป เราจะค่อย ๆ แยกดูรายละเอียดของ
- แท่งเทียน
- orderbook และ tape
- กรอบเวลา
- ปริมาณการซื้อขาย
- แนวรับแนวต้าน
- Swing vs Correction
- Golden และ death cross
พร้อมหน้าอ้างอิงดังนี้