🐋
การซื้อขายวาฬ

พื้นฐาน DMI/ADX: วิธีอ่านทิศทางและความแข็งแกร่งของเทรนด์แยกจากกัน

ในบทความนี้ เราจะเน้นไปที่ DMI (Directional Movement Index) และ ADX (Average Directional Index)

ไม่ใช่แค่ "เส้นสัญญาณตัดกันแล้ว ซื้อ/ขาย"
แต่เราจะมองมันเป็นเครื่องมือเพื่อแยกอ่านว่า
"ตอนนี้ตลาดมีเทรนด์มากแค่ไหน
และทิศทางไหนกำลังได้เปรียบ"

DMI/ADX คือ:

  • ใน Trend Indicators
    ทำหน้าที่เป็นตัวกรองเพื่อตัดสิน การมีอยู่และความแข็งแกร่งของเทรนด์ และ
  • ใน Strategy
    มักถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือก
    "ว่าจะใช้กลยุทธ์ตามเทรนด์ (Trend Following) หรือกลยุทธ์กรอบราคา (Box Strategy)"

แผนภาพด้านล่างแสดง:

  • ด้านบน: โครงสร้างราคาและเส้นเทรนด์ของ Moving Average
  • ด้านล่าง: เส้นโค้งสามเส้น +DI, -DI, ADX แสดงร่วมกันเพื่อดูพร้อมกันว่า:
    • ทิศทางเทรนด์เอียงไปทางไหน
    • เมื่อไหร่ที่ ADX พุ่งขึ้น/ดิ่งลงอย่างรุนแรง
    • ADX ราบเรียบอย่างไรในโซนกรอบราคา (Box Zone)

1. โครงสร้าง DMI/ADX: +DI, -DI, ADX

โดยปกติ DMI/ADX จะประกอบด้วยเส้นสามเส้น

  1. +DI (Positive Directional Indicator)

    • ตัวเลขแสดง ขนาดของการเคลื่อนที่ในทิศทางขาขึ้น ในช่วงล่าสุด
    • ยิ่งค่าสูง หมายความว่า "การเคลื่อนที่จริงขึ้นด้านบน" นั้นแข็งแกร่ง
  2. -DI (Negative Directional Indicator)

    • ขนาดของการเคลื่อนที่ในทิศทางขาลง ในช่วงล่าสุด
    • ยิ่งค่าสูง หมายความว่า "การเคลื่อนที่จริงลงด้านล่าง" นั้นแข็งแกร่ง
  3. ADX (Average Directional Index)

    • จากความสัมพันธ์ของ +DI และ -DI
      ดึงออกมาเฉพาะ "ความแข็งแกร่งของเทรนด์" (ไม่มีทิศทาง)
    • ยิ่ง ADX สูง "การเคลื่อนที่แบบมีเทรนด์ไม่ว่าจะทางไหนก็แข็งแกร่ง"
    • ยิ่ง ADX ต่ำ "มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโซนกรอบราคา/สัญญาณรบกวน (Noise)"

จุดสำคัญคือ:

+DI vs -DI → ทิศทาง
ADX → ความแข็งแกร่ง (ระดับความเป็นเทรนด์)

มันแสดงข้อมูลสองอย่างนี้แยกกัน


2. การอ่านทิศทางเทรนด์ด้วย +DI และ -DI

2-1. แนวคิดพื้นฐาน

โดยปกติ:

  • +DI > -DI
    → ช่วงนี้ การเคลื่อนที่ขาขึ้น ได้เปรียบกว่า
  • -DI > +DI
    → ช่วงนี้ การเคลื่อนที่ขาลง ได้เปรียบกว่า

ตีความแบบนี้

เมื่อนำมาดูร่วมกับ Candle Basics และ
Chart Patterns:

  • ถ้า +DI ยังคงอยู่สูงต่อเนื่อง
    และจุดสูงสุด/จุดต่ำสุดยกตัวขึ้น (Higher Highs/Higher Lows)
    → มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโซน Uptrend Advantage
  • ถ้า -DI ได้เปรียบ
    และจุดสูงสุด/จุดต่ำสุดลดต่ำลง (Lower Highs/Lower Lows)
    → มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโซน Downtrend Advantage

2-2. การตัดกันของ +DI และ -DI (Crossover)

แนวคิดที่ใช้บ่อย:

  • +DI ตัด -DI ขึ้น (Golden Cross) → เปลี่ยนเป็นความได้เปรียบทิศทางขาขึ้น
  • -DI ตัด +DI ขึ้น (Dead Cross) → เปลี่ยนเป็นความได้เปรียบทิศทางขาลง

แต่ดังที่เราจะเห็นใน Failure Patterns
ถ้าตัดสินใจเข้า/ออกด้วยการตัดกันนี้เพียงอย่างเดียว
มักจะจบลงด้วยการ ถูกเหวี่ยงไปมาในตลาดไซด์เวย์ ได้ง่าย

การตัดกันของทิศทาง เป็นเพียง
ข้อมูลขั้นหนึ่งที่บอกว่า
"จากนี้ไปทิศทางนี้อาจจะได้เปรียบ"


แผนภาพด้านล่างเปรียบเทียบ:

  • ซ้าย: ตัวอย่างที่ +DI อยู่เหนือ -DI อย่างต่อเนื่องในเทรนด์ขาขึ้น
  • ขวา: ตัวอย่างในโซนกรอบราคา (Box Zone) ทั่วไปที่
    +DI และ -DI ตัดกันไปมาหลายครั้งและไม่สามารถสร้างทิศทางที่ชัดเจนได้

3. ADX: ไม่ใช่ทิศทาง แต่คือ "มีเทรนด์แค่ไหน?"

ADX ไม่มีทิศทาง

  • ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
    ใน โซนที่เคลื่อนที่แบบมีเทรนด์
    ADX มักจะ มีแนวโน้มสูงขึ้น และ
  • ในกรอบราคาที่แกว่งขึ้นลงเฉยๆ
    ADX มักจะ อยู่ในสถานะต่ำและราบเรียบ

3-1. การตีความ ADX ทั่วไป

ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและตลาด
แต่มุมมองที่ใช้บ่อยในการเทรดจริงมีประมาณนี้:

  • ADX อยู่ใน โซนที่ต่ำมาก
    → โซนปัจจุบัน เทรนด์อ่อน / มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็น Box
  • ADX เริ่ม เอียงหัวขึ้น
    → การเคลื่อนที่กำลังเปลี่ยนเป็น แบบมีเทรนด์ ไม่ว่าจะทางไหน
  • ADX สูงพอสมควรแล้ว
    และเมื่อเวลาผ่านไปเริ่ม หักหัวลง
    → มักถูกมองว่าเป็นคำเตือนว่า
    "อาจเป็นช่วงปลายเทรนด์ หรือช่วงพักตัว (Fatigue)"

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ตัวเลข (เช่น 20/25/30)
อาจแตกต่างกันไปตามตลาดและ Timeframe
ดังนั้นควรใช้เป็น ช่วงอ้างอิง ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว


แผนภาพด้านล่างแสดง:

  • ด้านบน: โครงสร้างราคาที่เป็น เทรนด์ขาขึ้น → กรอบราคา (Box) ยาว → เทรนด์ขาลง
  • ด้านล่าง: ADX ในช่วงเวลาเดียวกัน
    • สูงขึ้น/รักษาระดับสูง ในช่วงเทรนด์
    • ลดลง/ราบเรียบ ในช่วงกรอบราคา

4. หลักการพื้นฐานในการใช้ DMI/ADX เป็นตัวกรองเทรนด์

ในการเทรดจริง โดยปกติจะใช้แบบนี้:

  1. ก่อนอื่นใช้ ADX แยก "ตลาดเทรนด์ vs ตลาดกรอบราคา"
  2. จากนั้นในบริบทนั้น ผสมผสาน +DI/-DI, โครงสร้างราคา, และแพทเทิร์น
    เพื่อตัดสินใจทิศทาง, จุดเข้า, และจุดตัดขาดทุน

4-1. ตัวอย่างตัวกรองตลาดเทรนด์

มุมมองตัวอย่าง (ตัวเลขปรับตามตลาด):

  • ใช้ Trend Following Strategy ของ Strategy
    เฉพาะเมื่อ ADX สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและ กำลังสูงขึ้น
  • ถ้า ADX ต่ำและ ราบเรียบหรือกำลังลดลง
    • ใช้เฉพาะ Counter-Trend / Range Strategies
      เช่น Double Top/Bottom,
      แพทเทิร์นกลับตัวที่ขอบบน/ล่างของกรอบราคา

4-2. การผสมผสานกับทิศทางและจุดเข้า

ตัวอย่างเช่น:

  • ADX กำลังสูงขึ้น,
  • +DI อยู่เหนือ -DI,
  • และเหนือแนวรับของ Support & Resistance Basics
    มีแท่งเทียนกลับตัวของ Candle Basics ปรากฏขึ้น,

โซนนี้สามารถตีความว่าเป็นโครงสร้าง:

"Uptrend Advantage + Support Retest +
ความพยายามเร่งความเร็วอีกครั้งในทิศทางเทรนด์"

และมองเป็นผู้ท้าชิงสำหรับการเข้า Long ได้

ในทางกลับกัน:

  • ADX กำลังสูงขึ้น,
  • -DI อยู่เหนือ +DI,
  • และมีแพทเทิร์นขาลงปรากฏขึ้นใกล้แนวต้าน
    ก็สามารถอ่านเป็นผู้ท้าชิงสำหรับ Short ได้

5. Breakout / Failure Patterns และ DMI/ADX

ในเรื่องที่กล่าวถึงใน Chart Patterns เช่น:

  • Triangle,
  • Wedge,
  • Double Top/Double Bottom,
  • Head and Shoulders

เมื่อใช้แพทเทิร์นเหล่านี้จริง
สามารถใช้ DMI/ADX เพื่อประเมินว่า
Breakout นั้น จะนำไปสู่เทรนด์จริงมากแค่ไหน

5-1. Breakout ที่ "มีชีวิต"

ตัวอย่างเช่น:

  • หลังจากทะลุกรอบบน Triangle / หรือหลุดกรอบล่าง
  • ADX เริ่ม เอียงหัวขึ้นจากพื้น,
  • และ +DI หรือ -DI รักษาตัวอยู่เหนือ อีกเส้นหนึ่งอย่างชัดเจน,

Breakout นั้นสามารถมองได้ว่า:

ไม่ใช่แค่ "ไส้เทียนทะลุ" แต่
เป็นการทะลุที่มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่เทรนด์

5-2. Breakout ที่ไม่มีแรง

ในทางตรงกันข้าม,

  • ราคาได้ทะลุกรอบบนของ Range ไปเล็กน้อย
  • แต่ ADX ยังคง ต่ำ และไม่เอียงหัวขึ้น
  • และความได้เปรียบของ +DI/-DI ก็พลิกกลับอย่างรวดเร็ว,

โซนแบบนี้อาจเป็นผู้ท้าชิงสำหรับ
Pattern Failure / Fakeout ที่จะกล่าวถึงใน Failure Patterns


6. ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อใช้ DMI/ADX

  1. เชื่อเกณฑ์ตัวเลขเป็นกฎเหล็ก

    • กฎตายตัวเช่น "ถ้า ADX 25 ขึ้นไปคือตลาดเทรนด์แน่นอน"
      มักจะพังทลายได้ง่ายตามตลาดและ Timeframe
    • จำเป็นต้องดูประวัติกราฟจริงและเช็คด้วยตัวเองว่า
      "ในตลาดนี้ เมื่อ ADX อยู่ระดับไหน
      เทรนด์มักจะเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน"
  2. ดูแต่ DMI/ADX โดยไม่ดูราคา/แพทเทิร์น

    • ถ้าละเลย Candle Basics, Chart Patterns
      คุณจะกลายเป็นดูแค่ การเคลื่อนไหวของอินดิเคเตอร์ ไม่ใช่ "ตลาด"
  3. ใช้ DI Crossover เป็นสัญญาณเข้าเทรดเดี่ยวๆ

    • ในตลาดไซด์เวย์ +DI/-DI จะตัดกันบ่อยมาก
    • ถ้าไม่ดูร่วมกับทิศทาง ADX, ตำแหน่งของ Support & Resistance Basics,
      และโครงสร้างของ Chart Patterns
      จะกลายเป็นการซื้อๆ ขายๆ ทุกรอบเลี้ยว และสะสมแต่ค่าธรรมเนียมและการขาดทุนได้ง่าย
  4. ตีความทุก Timeframe ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

    • ADX 'สูง' ในกราฟ 5 นาที และ
      ADX 'สูง' ในกราฟรายวัน มีความหมายต่างกัน
    • ในมุมมองของ Timeframes
      ต้องกำหนดก่อนว่า "ฉันกำลังดูค่า ADX นี้โดยอิงจากสไตล์การเทรดแบบไหน (Scalping/Swing/Position)"

7. Checklist การใช้ DMI/ADX ในการเทรดจริง

วาง DMI/ADX ลงบนกราฟ,
และลองตอบคำถามด้านล่างนี้ก่อนตัดสินใจ

  1. ตอนนี้ ADX ต่ำ, ปานกลาง, หรือสูง?

    • ตรวจสอบว่าโซนล่าสุด ใกล้เคียงตลาดเทรนด์ หรือใกล้เคียงตลาดกรอบราคา
  2. ADX กำลังขึ้น, ราบเรียบ, หรือกำลังลง?

    • ประเมินว่า เทรนด์ใหม่กำลังก่อตัว,
      หรือ เทรนด์เดิมกำลังอ่อนแรง
  3. ระหว่าง +DI และ -DI ฝั่งไหนได้เปรียบ?

    • เมื่อตัดสินใจทิศทาง,
      ตรวจสอบร่วมกับทิศทางของ Moving Average,
      และโครงสร้างของ Chart Patterns
  4. DI Crossover ที่เพิ่งเกิดขึ้น,
    เกิดขึ้นใกล้ระดับสำคัญของ Support & Resistance Basics หรือไม่?

    • หรือว่าเป็นแค่ใน "โซนกึ่งกลางที่คลุมเครือ"
      และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแค่สัญญาณรบกวน (Noise)?
  5. เมื่อเข้าเทรดโดยอิงข้อมูลนี้,
    Stop Loss, เป้าหมาย, และขนาดสถานะ (Position Size)
    สอดคล้องกับแผน Risk Management หรือไม่?


DMI/ADX จะยิ่งเปล่งประกายเมื่อใช้ร่วมกับ:

ให้เข้าใจว่าเป็น อินดิเคเตอร์เสริมที่ช่วยวัดค่าเป็นตัวเลข ว่า
"มีเทรนด์หรือไม่, ถ้ามี ฝั่งไหนแข็งแกร่งกว่า"
และควรใช้ร่วมกับ ราคา, แพทเทิร์น, และการบริหารความเสี่ยง เสมอ

พื้นฐานอินดิเคเตอร์ DMI/ADX: การอ่านความแข็งแกร่งและทิศทางของเทรนด์อย่างเป็นระบบ | Becoming Crypto Whale